diary

 
มาโปรโมตนิตยสารอีกเช่นเคยค่ะ แหะๆ ฝากด้วยนะคะ ^^
 
 
Image Hosted by ImageShack.us
 
คราวนี้ดูแล้วไม่มีเลเบลผิดค่ะ ใช้ได้ๆ ^^ มี 4 หน้าเหมือนเดิมค่ะ อยากบอกว่าตอนนี้แหละ ที่ทางผู้จัดทำหนังสือเขาชอบ เลยขอเอาเรื่องนี้ไปลงนิตยสาร ต้นฉบับอยู่ที่นี่ค่ะ ในหนังสือจะมีเพิ่มเติมเล็กน้อย
 
Image Hosted by ImageShack.us
 
หน้าปกเป็นอย่างนี้ค่ะ ตามกระแสธาราหิมาลัย อิอิ
 
ว่าแล้วก็ไปปั่นต้นฉบับเล่มต่อไป ฟิ้ววววว
 
 
 
หนังสือวา่งแผงตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วค่ะ แต่เราเพิ่งเห็น ^^" ทีแรกไปยืนส่องอยู่ตรงร้านหนังสือบนสถานีรถไฟฟ้า ตรงด้านที่เค้าวางหนังสือท่องเที่ยวน่ะ แต่หาไม่เจอซะที พอเหลือบไปมองหน้าเคาท์เตอร์ อยู่ตรงกลางเลยนี่นา ^^"
 
หน้าปกเป็นแบบนี้ค่ะ ของเดือนธันวาคม 2010
 
 
เนื้อเรื่องในไดอารี่ได้ลง 4 หน้่า ลองมองผ่านๆ เห็นมีเลเบลรูปผิดด้วย --" คือรูปที่บอกว่าเป็นสถานีรถไฟออฮูสน่ะ จริงๆ เป็นสถานีโคเปนเฮเก้นนะคะ (ที่ออฮูสไม่ใหญ่เท่านี้หรอก) กับอีกที่หนึ่ง ที่บอกว่าเป็น Ameliensborg slot น่ะ ไม่ใช่นะคะ นั่นเป็นตึกอะไรไม่รู้ อาจจะเป็นสำนักงานหรืออพาตเมนต์ก็ไม่ทราบ แต่เห็นสวยดีเลยส่งภาพไป ^^" เห็นแบบนี้แล้วแบบ... ตายล่ะวา ส่งตอนนอร์เวย์ไปแล้วด้วย เดี๋ยวจะเขียนกำกับภาพให้ดีๆ ทุกภาพเลยแล้วส่งไปอีกที คนจัดหน้าเค้าไม่รู้ไง เราก็เพิ่งได้เห็นหนังสือ ต้องขออภัยด้วยค่ะ คราวหน้าจะไม่ให้ผิดอีกแล้ว ^^
 
 
เครื่องสแกนที่บ้านมันเพี้ยนๆ เลยเซฟมาให้ดูได้แค่หน้าเดียวค่ะ ^^" ใครเห็นนิตยสารเล่มนี้ที่ไหนลองไปเปิดดูกันได้นะคะ ติดมือกลับบ้านด้วยก็ดี ^^ ราคาเล่มละ 85 บาทค่ะ พิมพ์อาร์ตมัน สี่สีทุกหน้า หนาตั้งร้อยกว่าหน้าแน่ะ เรื่องผจญภัยในสแกนฯ ก็แบ่งลงเป็นตอนๆ ค่ะ เล่มแรกนี่ลงตอนโคเปนเฮเก้นก่อน ตามทริปที่สโนไวท์ไปมานั่นแหละค่ะ ลงในบล็อกให้อ่านกันไปแล้ว แต่ในหนังสือจะเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อย (สังเกตว่าถ้าเป็นในบล็อก จะไม่ค่อยบอกว่าอะไรเป็นอะไรซักเท่าไหร่ ^^") คิดว่าอ่านในหนังสือจะรู้เรื่องมากกว่านะคะ แต่ของเดิมในบล็อกก็จะไม่เปลี่ยนข้อความให้เหมือนกับในหนังสือหรอกค่ะ มันออริจินัลดี ^^
 
ก็ขอฝากนิตยสารเล่มนี้ไว้ในอ้อมใจทุกคนด้วยค่ะ (ลิเกมาก) เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเขาได้ที่ www.checktour.com ส่วนผจญภัยในสแกนฯ แบบดั้งเดิม ดูได้ในบล็อกนี้ล่ะค่ะ ^^
 

ตอนที่อยู่เดนมาร์คใหม่ๆ มีเรื่องที่ต้องปรับตัวมากมายเลยค่ะ ไหนจะบ้านเค้าที่ต้องดูแล ต้องตื่นเช้า ต้องหัดทำอาหาร ต้องทำความสะอาดบ้าน ต้องดูแลเด็ก ต้องเรียนภาษาเดนมาร์ค แต่ละเรื่อง แต่ละอย่าง ก็มักจะมีปัญหาทั้งนั้น บางทีก็ลืมล็อคประตู ลืมปิดหน้าต่าง ลืมชาร์ตมือถือ ตื่นสาย รีดผ้าไม่เรียบ ลืมทิ้งขยะ อยากตีเด็ก (แต่ก็ทำไม่ได้ ฮึ่มๆ) ทำอาหารไม่ได้เรื่อง โอ๊ย สารพัด ช่วงแรกๆ มีปัญหาแทบทุกวันเลยค่ะ รู้สึกแย่ๆ แต่ก็ไม่เคยท้อ เพราะตั้งใจว่าจะอยู่ให้ถึงที่สุด (จนกว่าเค้าจะไล่เรากลับเมืองไทยนั่นแหละ 55+)

อีกเรื่องที่คนไทยไม่เคยไปยุโรปอย่างเราต้องเจอ คือเรื่องรถเมล์ค่ะ รถเมล์ที่นี่ออกตามเวลา ป้ายรถเมล์แต่ละป้ายก็จะบอกว่ารถจะมาถึงเมื่อไหร่ ที่เค้าบอกเวลาได้ขนาดนี้ก็เพราะรถที่นี่ไม่ติดค่ะ เลยทำให้กะเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน ถ้าเป็นเมืองไทยน่ะเหรอ ชะเง้อคอยกันไปเถอะ 55+ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องกะเวลาออกจากบ้านให้ทันรถ เกิดรถออกก่อนเราต้องรอคันใหม่อีกนาน เรื่องนี้ก็เคยเป็นปัญหาอยู่บ้างค่ะ เคยออกจากบ้านไม่ทันรถเหมือนกัน แบบว่าวิ่งมาเห็นรถกำลังแล่นออกไป วิ่งตามก็ไม่ทัน (แหงล่ะ) แล้วอย่าคิดว่าเค้าจะหยุดให้เราขึ้น ยากค่ะ แต่ก็ใช่ว่าไม่มีนะ เคยมีเด็กวิ่งตามรถอยู่คนหนึ่ง วิ่งผ่านทุ่งบนเนินเขาจากบ้าน (นึกภาพทุ่งกว้างๆ แล้วมีบ้านอยู่กลางทุ่งแบบในหนัง) รถจอดตรงป้ายบนถนนใหญ่กำลังจะออกแล้ว ทีนี้เพื่อนๆ ของเด็กคนนั้นที่อยู่ในรถเมล์เป็นสิบคน ก็ช่วยร้องบอกคนขับ "รอก่อน รอก่อน เพื่อนพวกหนูกำลังจะมาถึงแล้ว" คนขับก็เลยใจอ่อนไม่ออกรถ รอจนเกือบหนึ่งนาทีแล้วคนขับก็เลยบอก "นี่ผมรอนานแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา" เด็กๆ ก็ช่วยเชียร์เพื่อนกันใหญ่ เพื่อนก็วิ่งสี่คูณร้อยข้ามทุ่งมาเลย เด็กเป็นสิบบนรถก็ส่งเสียงเชียร์อย่างกับแข่งกีฬาสี จนกระทั่งเธอขึ้นรถเมล์ได้ เฮ้อ ได้ออกรถซะที ไอ้เราล่ะอยากจะมอบเหรียญทองให้เธอเลย

นอกจากที่ต้องมารอรถเมล์ให้ทันเวลาแล้ว พอขึ้นรถ ก็ต้องขึ้นให้ถูกประตู รถเมล์เหลืองในออฮูสจะมีหลักการขึ้นดังนี้ สำหรับรถที่มีสองประตู จะต้องขึ้นข้างหลัง ลงข้างหน้าเท่านั้น ส่วนรถสามประตู ขึ้นประตูกลางกับหลัง ลงประตูหน้า เรื่องนี้ไม่เท่าไหร่ ขึ้นลงบ่อยๆ ก็ชิน ขึ้นผิดก็แค่โดนคนขับไล่ไปขึ้นประตูหลังก็เท่านั้น หรือถ้าบางทีวิ่งขึ้นรถเมล์ไม่ทัน ก็ทำเนียนๆ เป็นนักท่องเที่ยวไม่รู้เรื่องวิ่งขึ้นประตูไหนไปก็ได้ 55+

พอขึ้นมาถึง เราก็จะเจอตู้หยอดเหรียญ กับกล่องตอกบัตร ใครใช้ตั๋วเดือน ตั๋วสามเดือนก็ไม่ต้องสนใจอะไร ขึ้นไปก็หาที่นั่งได้เลย ใครมีตั๋วสิบเที่ยวก็ตอกบัตรไป แต่ใครไม่มีตั๋วจะลำบากหน่อยเพราะต้องใช้ตู้หยอดเหรียญ ซึ่งไม่รู้ทำไม เรามักจะเจอตู้เสียประจำ บางทีหยอดเหรียญแล้วไม่ลง ก็จะมีคนเดนมาร์คใจดีแนะนำให้เอาสันเหรียญถูๆ กับตัวตู้นั่นแหละ  แล้วลองหยอดใหม่ดู ถ้าไม่ลงอีกอาจจะต้องขอแลกเหรียญกับคนแถวนั้น หรือไม่ก็เดินไปบอกคนขับเลย ชัวร์กว่า เค้าจะเดินมาดูให้ ถ้าจนแล้วจนรอดก็ยังหยอดเหรียญไม่ลงจริงๆ คนขับอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ถือว่าเครื่องเสีย คุณไม่ต้องจ่ายแล้วกัน เท่านี้เราก็จะได้นั่งรถฟรี 55+

ด้วยความที่เราเจอเครื่องเสียบ่อย เจอทีไรก็จะเดินไปบอกคนขับทุกครั้ง แล้วก็จะได้นั่งฟรีทุกครั้งที่มันเสีย ก็เลยเคยชิน จนมาวันหนึ่ง จำได้ว่าเป็นวันที่ไปเที่ยว Den Gamle By ครั้งแรก วันนั้นตู้หยอดเหรียญก็เสีย เราก็เดินไปบอกคนขับอย่างเคย เค้าก็ให้เรานั่งฟรีอย่างเคย เราไปเที่ยวเล่นอะไรเสร็จแล้ว ขากลับขึ้นรถเมล์ปุ๊บ ก็เห็นที่ตู้หยอดเหรียญมันบอกว่า Out of order นั่นไง รถคันเดิมนี่นา ขี้เกียจไปบอกคนขับแล้ว หาที่นั่งเลยดีกว่า ก็เลยนั่งมาชิลล์ๆ เผอิ๊ญ เผอิญว่าวันนั้นคนตรวจตั๋วขึ้นมา ไอ้เราก็ไม่เคยเจอตรวจมาก่อน ดันมาเจอตรวจวันที่ไม่มีตั๋วซะด้วยสิ เค้าก็ขึ้นมาขอดูตั๋วทุกคนบนรถ หลายๆ คนจะมีตั๋วสามเดือนอยู่แล้ว สบายไป มีผู้ชายคนหนึ่งกับเรานี่แหละที่ำไม่มี เราพยายามจะบอกเค้าว่าตู้เสีย แต่ก็บอกไม่ถูก ได้แต่ชี้ไปที่ตู้ ดูสิ มันมีข้อความขึ้นมาว่าเสีย คนตรวจตั๋วก็ไปบอกคนขับ ซึ่งไม่ได้รู้เลยว่าตู้เสีย (คนขับขาไปกับขากลับคนละคนกันค่ะ) ถึงกระนั้นคนตรวจตั๋วก็ขอดูบัตรเหลือง (บัตรประกันสุขภาพค่ะ มีค่าเท่ากับบัตรประชาชน) แล้วก็จดชื่อเราใส่ใบสั่ง ให้เราเซ็นชื่อซะ แล้วก็บอกให้ไปเสียค่าปรับนะ เราเห็นตัวเลขแล้วอึ้ง 500 โครนเนอร์!! (คิดเป็นเงินไทย ณ เวลานั้น ก็ราวๆ 3000 บาท) เครื่องมันเสียนะเนี่ย! ไม่ใช่ความผิดของเราซะหน่อย!! มีเคืองค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง คนตรวจตั๋วก็ลงรถไปซะแล้ว ทิ้งบรรยากาศมาคุเอาไว้บนรถ ฮึ่มๆ

กลับมาบ้านก็เล่าให้โฮสต์ฟัง โฮสต์แม่ก็ใส่เราเลย บอกว่าเป็นความผิดของเธอเองที่รู้ว่าตู้เสียแต่ไม่ไปบอกคนขับ อ้าว เราผิดซะนี่ ส่วนโฮสต์พ่อพอรู้เรื่องแล้วก็โทรไปคุยกับตำรวจทันที ช่วยเคลียร์ช่วยกล่อมท่าไหนไม่รู้ ก็มาบอกเราว่าเค้าช่วยคุยให้แล้วนะ จากที่ต้องเสีย 500 เหลือ 50 โครนเนอร์ (ลดลงมาเป็นสิบเท่า ทำได้ไงอะ นับถือโฮสต์พ่อจริงๆ 55+) แล้วก็บอกไว้เลยว่าถ้าตู้เสียเมื่อไหร่ ต้องไปบอกคนขับทุกครั้ง ไม่งั้นคนขับจะถือว่าเราจงใจโกงค่าโดยสาร ส่วนเรื่องค่าปรับเราสามารถจ่ายออนไลน์ได้เลยค่ะ ไม่ต้องไปถึงสถานีตำรวจ ก็เลยจบเรื่องกันไป

หลังจากนั้นไม่นาน ตู้หยอดเหรียญบนรถเมล์ในออฮูสก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทุกคัน กลายเป็นตู้ทัชสกรีนทั้งหมด ตู้ใหม่ก็เสียน้อยลง (แต่ยังมีที่บางเหรียญหยอดไม่ลง) และหลังจากนั้นอีก ค่าโดยสารก็เพิ่มขึ้น จากที่เคยขึ้น 18 โครนเนอร์ กลายเป็น 32 โครนเนอร์ (โฮก) โฮสต์ก็เลยพาเราไปทำตั๋วสามเดือนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่นั้นมา ชีวิตก็ง่ายขึ้น ขึ้นรถเมล์ปุ๊บก็หาที่นั่งสบายใจเฉิบ ไม่ต้องมากังวลเรื่องตู้เสียไม่เสียอีกต่อไป

ยังค่ะ เรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับรถเมล์ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะรถเมล์ที่วิ่งวันธรรมดา กับวันเสาร์ และวันอาทิตย์ จะไม่ได้วิ่งเวลาเดียวกัน และยังต่างเส้นทางกันอีก ทั้งๆ ที่เป็นรถเมล์สายเดียวกัน สร้างความสับสนให้กับชีวิตเป็นอย่างมาก โอเค เราเข้าใจ ว่าวันธรรมดารถต้องวิ่งถี่หน่อย เสาร์อาทิตย์ก็วิ่งห่างหน่อย อันนี้รับได้ แต่เรื่องเส้นทางนี่สิ ทำไมไม่วิ่งเส้นเดิมล่ะ แถมบางสาย วิ่งไปได้ครึ่งทาง ก็แปลงร่างเป็นอีกสาย วิ่งอีกทางเฉยเลย สับสนเป็นที่สุด

ตัวอย่างเช่น นางสาวสโนไวท์จะขึ้นสาย 55 เป็นประจำในวันธรรมดา พอวันอาทิตย์ ออกจากบ้านเข้าเมืองขึ้นสาย 55 แต่ขากลับจะไม่มีสาย 55 มีแต่สาย 5 เราต้องขึ้นสายนั้น พอมันวิ่งไปได้ครึ่งทาง สาย 5 ก็จะเปลี่ยนเป็นสาย 55 วิ่งไปตามทางกลับบ้านเราเฉยเลย แต่สโนไวท์ต้องขึ้นให้ตรงเวลาด้วย เพราะบางเวลา สาย 5 จะไม่แปลงร่าง มันก็วิ่งไปตามทางของมันปกติ แต่บางเวลา สาย 5 ถึงจะแปลงร่างกลางทางไปส่งสโนไวท์ถึงบ้าน จึงต้องระวังไว้เวลาขึ้นรถเมล์วันอาทิตย์ ต้องเช็คตารางเวลาในอินเตอร์เน็ตก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง แน่นอนว่าเรื่องนี้สโนไวท์ก็ไม่พลาด (ที่จะขึ้นรถผิด 55+)

เรื่องมีอยู่ว่า วันอาทิตย์ต้นเดือนมีนาคม พี่ๆ คนไทยที่รู้จักกัน ชวนไปเดินในเมือง ตอนนั้นสโนไวท์เพิ่งจะไปเดนมาร์คใหม่ๆ ยังไม่เคยเที่ยว ก็เลยตกลงไปด้วยอย่างไม่ลังเล พี่ๆ เค้าก็ไปถ่ายรูป พาเดินตามตรอกซอกซอยในเมือง สุดท้ายสาวไทยทั้งสี่ก็เข้าไปในคาสิโน จริงๆ เราก็ไม่ได้อยากเข้านักหรอก เพราะเข้าไปก็เล่นอะไรไม่เป็น แต่ด้วยความที่ไม่เคยเข้าก็ลองดูซะหน่อย เข้าไปปุ๊บเค้าจะให้เราปิดมือถือและห้ามถ่ายรูป แล้วก็จะเก็บบัตรเหลืองหรือพาสปอร์ตของเราเอาไว้ แค่เจออย่างนี้สโนไวท์ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนบาปยังไงไม่รู้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทำอะไรเลย โดนยึดบัตรซะแล้ว 55+ พี่เค้าก็พาเข้าไปดู เข้าไปเล่นหยอดตู้อะไรนิดหน่อย (แต่สโนไวท์ไม่ได้เล่นหรอกค่ะ ไม่มีตังค์ 55+) แล้วก็พาเข้าไปดูเกมโปรดของพี่เค้า นั่นก็คือรูเล็ตต์ พี่ๆ สองคนก็เล่นกันซะเพลิน (ไม่รู้สนุกตรงไหน --") จากที่คิดว่าจะกลับหกโมง ก็ล่วงเลยเวลามาจนทุ่มเศษ พวกเราขึ้นรถเมล์มารอรถสาย 5 ในเมือง แต่เนื่องจากพลาดไปเพียงสามนาที จึงต้องรอรถคันใหม่อีกครึ่งชั่วโมง อากาศก็หนาว เราเลยแวะร้านกาแฟใกล้ๆ พอเห็นรถเมล์สาย 5 มาปุ๊บก็รีบวิ่งออกจากร้านกันอุตลุด (ทางร้านอาจจะคิดว่าพวกนี้มันขโมยอะไรในร้านไปก็ได้ 55+) ขึ้นรถได้ก็สบายใจนั่งเมาท์กัน จะได้กลับบ้านแล้วพวกเรา

จนซักพักพี่คนหนึ่งในกลุ่ม (ซึ่งคุ้นเคยกับเส้นทางรถดีกว่าคนที่เหลือ) ก็สังเกตเห็นว่า รถมันไม่ได้วิ่งไปทางบ้านเรานี่นา เลยต้องส่งตัวแทนที่ภาษาอังกฤษดีที่สุด (ก็สโนไวท์นั่นแหละค่ะ --") ไปถามคนขับ ก็ได้รับคำตอบว่า คันนี้วิ่งทางนี้ ถ้าจะไปทางบ้านเราต้องรอสาย 5 คันต่อไป สรุปพวกเราก็ต้องลงกลางทาง มายืนรอรถตรงวงเวียนเล็กๆ ท่ามกลางสายลมแรงตอนสองทุ่มและอุณหภูมิ 2 องศา ดีที่เสื้อกันหนาวเราอุ่นพอเลยไม่หนาวมาก (ข้อดีของคนขี้หนาว คือจะประโคมเครื่องกันหนาวเข้าไว้ให้ร่างกายอุ่นอยู่เสมอ) แต่สาวขี้ร้อนที่เหลือนี่สิ มีแค่เสื้อคลุมบางๆ ก็ยืนขาสั่นกันไป ป้ายรถเมล์นี้ก็ไม่มีที่บังลมอะไรเลยด้วย มีแค่ป้ายเฉยๆ นี่พวกเราต้องรอรถอีกตั้งครึ่งชั่วโมงจริงๆ เหรอเนี่ย แค่ 10 นาทีจะไหวกันรึเปล่าก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ต้องขอความช่วยเหลือจากโฮสต์เรา โทรไปบอกให้เค้าขับรถมารับ แล้วพี่เค้าก็ใจกล้า เข้าไปในร้านพิซซ่าเล็กๆ ที่กำลังจะปิด บอกเจ้าของร้านว่าขอเข้ามาพักในร้านซัก 5 นาทีเถอะ ข้างนอกหนาวมาก เจ้าของร้านผู้ชายก็ไม่ใจร้ายพอจะปล่อยให้สาวๆ (สวยๆ) ยืนแข็งตายอยู่ข้างนอก ก็ชวนคุยกันไปสนุกสนาน จนกระทั่งโฮสต์เรามารับ พวกเราก็ขึ้นรถกันสงบเสงี่ยม โฮสต์พ่อบอกว่าเห็นออกจากบ้านแต่เช้า ตอนเย็นแล้วยังไม่กลับก็เลยโทรหา โทรไม่ติด โทรหาเบอร์คนอื่นที่ไปด้วยก็ไม่ติด เค้าก็รู้แล้วล่ะว่าต้องไปคาสิโนกันแน่ๆ อันนี้พวกเราก็ต้องยอมรับ พี่เค้าก็รีบแก้ตัวก่อนเลยว่าไม่ได้เล่นเลยจริงจริ๊ง แค่ไปดูเค้าเล่นกันเท่านั้น พาเราไปเปิดหูเปิดตา อะไรแบบนี้ 55+ โฮสต์มาพูดกับเราทีหลังว่าเค้ารู้ล่ะว่าเราคงไม่เล่น แต่ไม่อยากให้ไปอีกเพราะกลัวเราไปเล่นแล้วติดใจขึ้นมา จะเสียตังค์หมด เราก็บอกว่าเราไม่มีตังค์ไปเล่นหรอก ถึงมีก็คงไม่เล่นให้เสียตังค์ เอาเวลาไปเดินเล่นถ่ายรูปดีกว่า 55+ แน่นอนว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นตายยังไงสโนไวท์ก็จะไม่เข้าคาสิโนอีกเด็ดขาด ใครอย่ามาชวนไปเชียวนะ เข็ดแล้ว --"

เรื่องรอรถเมล์ก็ยังไม่จบค่ะ ยังมีอีกเรื่อง ตอนฤดูหนาวที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฤดูหนาวที่หนาวกว่าปีก่อนๆ มาก สโนไวท์ก็ได้ไปยืนรอรถเมล์กลับบ้านหลังเลิกเรียน เผอิญว่าวันนั้นเป็นวันที่หิมะตกหนักมาก เป็นวันแรกที่ได้เห็นหิมะท่วมถนน รถกวาดกันไม่ทัน เราก็ยืนรอไป เลยเวลาไปเป็นสิบนาทีแล้ว รถเจ้ากรรมก็ยังไม่มา เอ๊ะ ยังไง ก็รอต่อไป จนได้เวลาที่คันต่อไปควรจะมาได้แล้ว มันก็ยังไม่มา เกิดอะไรขึ้น รถเสียล่ะมั้ง ทำไงดี หนาวก็หนาว หิมะก็ตก แต่ขืนยืนเฉยๆ ก็จะขาแข็ง นิ้วเท้าเริ่มชาแล้ว ก็เลยถอดใจ เดินไปรอตรงกลางเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก (แต่ก็เกือบกิโลนะ --") แต่อย่างน้อยตรงนั้นก็มีคนเยอะ รู้สึกอบอุ่นหน่อย (ทั้งๆ ที่นิ้วเท้าเราเริ่มไร้ความรู้สึก) คนอื่นๆ ที่รอสายเดียวกับเราก็เริ่มหันมาถามกันเองว่าทำไมรถยังไม่มา ต่างคนก็ต่างหนาว หลังจากที่เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง รถก็มาซะที กลับถึงบ้านสโนไวท์ก็รีบอาบน้ำอุ่น ปรากฏว่านิ้วเท้าแดงไปหมดเลยค่ะ ดูน่ากลัวมาก ตั้งแต่วันนั้นมาถ้าถนนมีหิมะ สโนไวท์จะสวมถุงเท้าสองชั้นตลอด เพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องไปยืนแช่แข็งอยู่นานเท่้าไหร่ โฮสต์แม่ก็บอกว่าถ้าหิมะตกหนักล่ะก็ เธอไม่ต้องออกจากบ้านไปเรียนหรอก อันตราย อยู่บ้านไว้แหละปลอดภัยดี

เขียนไปเขียนมา ยาวเหมือนกันนะเนี่ย ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ยังมีเรื่องราวที่ยังไม่ได้เล่าอีกหลายเรื่อง จะค่อยๆ ทยอยเล่ากันไปค่ะ 

[Diary] งานเข้า (รอบสอง)

posted on 13 Jul 2010 22:29 by a-place-4-my-head in SnowWhiteDiary

 

สารภาพว่าก่อนกลับมาเมืองไทยก็เริ่มหาโฮสต์ใหม่แล้วค่ะ แต่ช่วงก่อนกลับก็วุ่นๆ ทั้งจะสอบภาษาแด็งสก์ ทั้งเรื่องที่บ้าน โฮสต์ใหม่ก็จะหา มีหลายครอบครัวที่ติดต่อมา ทีแรกก็อยากจะหาโฮสต์ที่เดนมาร์ค แต่ตามกฏของออแพร์แล้ว เราจะกลับไปทำที่ประเทศเดิมไม่ได้ สโนไวท์จึงต้องหาครอบครัวจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่เดนมาร์ค ทั้งๆ ที่แสนเสียดายภาษาแด๊งสก์ที่เรียนมาปีเศษ (ซึ่งคิดว่าถ้าได้เรียนต่ออีกไม่ถึงปี น่าจะสามารถสอบ Prøve 3 เพื่อเอาไปใช้ในการทำงานในประเทศเดนมาร์คได้) 

แต่ก็ใช่ว่าภาษาที่เรียนมาจะเอาไปใช้อะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของเราในโปรไฟล์เลยล่ะ มีหลายครอบครัวจากสแกนดิเนเวียที่สนใจเรา เพราะภาษาแถบนี้จะคล้ายๆ กัน ยิ่งโฮสต์จากนอร์เวย์แล้ว ถ้าเค้าเขียนอีเมล์มาเป็นภาษานอร์ส เราก็เขียนกลับไปเป็นภาษาแด็งสก์ได้ โดยที่เราก็เข้าใจกันได้ดี ประมาณว่าเป็นภาษาพี่น้องแบบไทย-ลาวเลยทีเดียว หลังจากที่ได้คุยกับครอบครัวจากนอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ คราวนี้เราก็เลือกสนุกเลยสิ ไม่เหมือนครั้งแรกที่กว่าจะมีใครมาสนใจก็รอจนเหงือกแห้ง --" แต่มีมาหลายครอบครัวก็เลือกลำบากเหมือนกัน มีครอบครัวหนึ่งจากนอร์เวย์ที่คุยกันถูกคอจนจะแมตช์กันอยู่แล้ว วันเกิดลูกเค้าเรายังส่งเมจเสจไปอวยพรให้ แต่มารู้ทีหลังว่าบ้านเค้าอยู่ห่างไกลแทบจะติดขั้วโลก ติดต่อสื่อสารกับใครก็ลำบาก เลยคิดว่าไม่ไหว ถ้าเราโทรกลับบ้านบ่อยๆ ไม่ได้ เด็จแม่เป็นห่วงแน่ มีครอบครัวหนึ่งจากสวีเดนที่กะจะให้เราบินไปหาเค้าเลย (ตอนนั้นเรายังอยู่เดนมาร์ค) แต่ว่าช่วงนั้นเราจะสอบ แล้วลูกเค้าก็เยอะด้วย เลยปฏิเสธไป เลือกไปเลือกมา จนกระทั่งกลับมาเมืองไทยแล้วก็ยังเลือกไม่เสร็จ จนเมื่อวานนี้ โฮสต์ที่สวีเดนครอบครัวหนึ่งก็ตกลงรับเราเป็นออแพร์คนต่อไป! เย้ๆๆๆ

คราวนี้ไม่ตื่นเต้นเหมือนคราวที่แล้วแฮะ เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าเค้าต้องเลือกเรา (หลงตัวเองไปมั้ย --") ที่ค่อนข้างมั่นใจเพราะพอเราตอบเมล์ช้าหน่อยเค้าก็จะถามประมาณว่า ยังสนใจครอบครัวเค้าอยู่มั้ย (ทั้งๆ ที่เค้าเองก็ตอบเราช้าเหมือนกัน 55+) แล้วเราก็ดูทำเลบ้านเค้าก็โอเค อยู่ห่างจากสต็อคโฮล์ม 40 กิโล ไม่บ้านนอกเท่าไหร่ แล้วก็ไม่น่าจะหนาวจนเราทนไม่ได้ ลูกสาวสองคน อาจต้องดูเด็กช่วงกลางคืนบ้าง หยุดหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะเป็นวันศุกร์ หรือวันอาทิตย์ แล้วก็วันหยุดตามเทศกาล มีรถหนึ่งคัน แบ่งๆ กันใช้ ทำอาหารบ้าง ทำความสะอาดอะไรไปตามเรื่อง และต้องได้เรียนภาษาเค้า ซึ่งเรารู้ภาษาแด็งสก์มาแล้ว คิดว่าถ้าจะเรียนรู้ภาษาสวีดิชคงไม่ยากเกินไป

ตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงเตรียมเอกสารล่ะค่ะ โฮสต์เราต้องการเอกสารอ้างอิงที่นอกเหนือไปจากเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าอยู่หลายอย่างเหมือนกัน พรุ่งนี้ก็เลยว่าจะไปขอใบรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  แล้วจากนี้ก็จะต้องไปตรวจสุขภาพ แล้วก็จะตรวจเลือดตามที่โฮสต์ขอด้วย โฮสต์อยากเห็นผลตรวจ HIV, Hepatitis A, B และ C เลยค่ะ เค้าบอกว่าจะออกค่าใช้จ่ายให้ เราไม่เคยตรวจเลือดอะไรแบบนี้มาก่อน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ใครพอรู้ช่วยบอกก็ดีนะคะ จะได้เตรียมเงินไปถูก ^^"

ช่วงนี้คิดว่าจะพยายามอัพเดตเรื่องออแพร์เป็นระยะๆ เผื่อใครสนใจนะคะ ส่วนเรื่องที่เดนมาร์คที่ยังติดค้างไว้ก็จะเอามาลงบล็อกในช่วงที่ข่าว LP ว่างๆ แล้วกันค่ะ ^^

 

 

ขอเขียนอะไรเกี่ยวกับเดนมาร์คซะหน่อย ก็อุตส่าห์ไปอยู่มาตั้งปีครึ่ง ได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง เผื่อเป็นแนวทางให้คนที่อยากไปหรือกำลังจะไปใช้ชีวิตทางโน้นได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อน 55+

ก่อนอื่นขออธิบายว่าที่สโนไวท์ไปอยู่เดนมาร์คเนี่ย ไปในฐานะออแพร์ค่ะ ออแพร์คือพี่เลี้ยงเด็กในต่างประเทศ โดยที่เราต้องไปอยู่ในบ้านเค้า ช่วยทำงานบ้าน อยู่ฟรีกินฟรี ได้ค่าเรียนและค่าจ้างตามแต่ที่กำหนดและตกลงกับโฮสต์ (ซึ่งพูดตรงๆ ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ถือว่าเราไปอยู่ฟรี ก็เลยไม่ต้องใช้เงินมากนัก --") ตามกฎเดิมของเดนมาร์คเค้าให้อยู่ได้ปีครึ่ง ต่อสัญญาได้ถึงสองปี แต่ตอนนี้เปลี่ยนกฎแล้วค่ะ ออแพร์อยู่ได้หนึ่งปี ต่อสัญญาได้ถึงปีครึ่ง ใครอยากเป็นออแพร์ต้องคอยอัพเดตข้อมูลด้วยนะ ^^

ทีแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปเดนมาร์คหรอกค่ะ เหตุผลที่ไปก็คงเหมือนหลายๆ คนที่ผิดหวังจากการจะไปอเมริกาแล้วไปไม่ทัน คือเราก็มาตัดสินใจไอ้ตอนที่อายุกำลังจะเกินอยู่แล้วด้วยอ่ะนะ ผลก็คือแก่ซะก่อน เลยไม่ได้ไปอเมริกา --" ทีนี้เลยมาหาโฮสต์เอาเองในเน็ต ตอนแรกมุ่งไปที่นอร์เวย์อย่างเดียวเลย เพราะยังไม่รู้ว่ามีประเทศอะไรบ้างที่รับออแพร์อายุเกิน 26 จนกระทั่งมีครอบครัวจากเดนมาร์คติดต่อมา เลยรู้ว่าเดนมาร์คก็ไปได้อยู่ (ตอนนี้เท่าที่รู้ ประเทศที่รับออแพร์อายุเกิน 26 ปีคือ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ค ฟินแลนด์ ค่ะ เรียกว่าแถบสแกนดิเนเวียนั่นแหละ ยังมีออสเตรีย ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ อิตาลี ลิคเค่นสไตน์ สเปน ส่วนออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์จะไม่ใช่วีซ่าออแพร์ค่ะ ต้องไปในโครงการ Work & Travel และยังมีแคนาดาที่รับพี่เลี้ยงเด็กมืออาชีพจริงๆ เลย ใครสนใจลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะคะ) จากนั้นก็ติดต่อกับครอบครัวนี้มาเรื่อยๆ จนได้โทรสัมภาษณ์ ตกลงแล้วว่าเค้ารับเราเป็นออแพร์ (ภาษาออแพร์เรียกว่า "แมตช์" ค่ะ) ก็ดำเนินการเรื่องเอกสารขอวีซ่า ซึ่งของเดนมาร์คค่อนข้างง่ายค่ะ ไม่ต้องใช้อะไรมาก แล้วก็เลยได้ออกเดินทางไปเดนมาร์คเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2009 รวมเวลาตั้งแต่ตอนที่นึกอยากเป็นออแพร์ (ยังไม่ได้สมัครนะ นึกเฉยๆ ^^") จนได้ออกเดินทางเนี่ย ก็ประมาณ 6 เดือนเศษค่ะ ^^

พล่ามมาซะนานแล้ว ทีนี้จะพูดถึงก่อน-หลังไปเดนมาร์คจริงๆ ล่ะนะ ^^

เดนมาร์คคือ...

ก่อน - ประเทศที่มีโคนมเต็มไปหมด (ก็รู้จักแค่นมไทย-เดนมาร์คนี่นา --") นึกภาพวัวลายขาวดำกินหญ้าอยู่กลางทุ่งสีเขียว มันต้องเต็มไปด้วยทุ่งแบบนั้น แล้วก็วัว วัว วัว ผู้คนคงไม่มากนักแต่น่าจะมีความสุข (สงสัยจะเลี้ยงโคนมกันซะส่วนใหญ่) เพราะได้ยินมาว่าเค้าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกนี่นา

หลัง - ประเทศเล็กๆ ในยุโรปที่เต็มไปด้วยผู้คนใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ผู้คนดูมีความสุขและอยู่สบายกันดี ทั้งๆ ที่อากาศค่อนข้างหนาว คนที่นี่ก็ยังทำให้รู้สึกอบอุ่นได้ ส่วนวัวน่ะเหรอ ไม่เห็นแฮะถ้าอากาศหนาว มีแต่ม้าที่อึดพอจะออกมากินหญ้าผสมหิมะ (น่าอร่อยดีเหมือนกันเนอะ เอ่อ แต่เราก็ไม่ได้อยากกินหญ้าขนาดนั้นหรอกนะ 55+) จะเห็นวัวก็ในช่วงที่อากาศอุ่นพอเท่านั้นแหละ

นมเดนมาร์ค...

ก่อน - อร่อยแน่ๆ ทั้งนมทั้งชีส ไปถึงคงจะสุขี 55+

หลัง - ทำไมมันจืดอย่างนี้! อ๋อ มันเป็นนมพร่องมันเนย (มีแบบไขมัน 1.5% ซึ่งนิยมดื่มกันมากที่สุด แล้วก็มี 0.5% กับ 0.1% อันหลังนี้คงไม่ต้องบอกว่าดื่มน้ำเปล่ายังอร่อยกว่า 55+) นมรสหวานก็ไม่มี (อยากดื่มต้องเติมน้ำตาลเอาเอง --") มีแต่รสช็อคโกแลต (ยี่ห้อ Cocio ในขวดแก้ว เขย่าให้เป็นฟองเยอะๆ ก่อนดื่มอ่ะนะ อืมมมม อร่อยชนะเลิศ!) รสอื่นๆ น่ะ (สตรอแบร์รี่ ชาเขียว ชาขาว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ฯลฯ) ไม่ต้องพูดถึงค่ะ ไม่มี --" ส่วนเนยกับชีสยังโอเคอยู่ กินจนอ้วน 55+

มีเรื่องเล่าให้ฟังนิดนึงเรื่องนม คือเรารู้ว่าที่บ้านจะซื้อแต่ letmælk (นมไขมัน 1.5%) ซึ่งแปลตามตัวแล้ว let แปลว่าง่าย เราก็เลยอยากลองดื่มอะไรยากๆ ดูบ้าง 55+ ได้ยินโฮสต์บอกตั้งแต่วันแรกแล้วว่าที่นี่ไม่มีนมหวาน ต้องเติมน้ำตาลเอาเอง แต่พอเราเข้าห้างเห็นนม sødmælk ก็คิดว่านี่ไงล่ะ นมหวาน (sød แปลว่าหวานค่ะ) เลยซื้อมาชิม มันก็ไม่หวานแฮะ สรุปว่ามันคือนมไขมันสูง (4-5% นี่แหละ ไม่แน่ใจ) นิยมใช้ทำขนมค่ะ (แล้วทำไมเรียก sødmælk ล่ะเนี่ย ไม่เข้าใจ --") กลับบ้านมาดื่มนมไทย ทั้งจืด หวาน สตรอแบร์รี่ ไวท์มอลท์ โอ๊ย สารพัดนึก สุขีกว่าเยอะ 55+

พระอาทิตย์

ก่อน - ชอบดูพระอาทิตย์ตกนะ ดวงโตๆ ฟ้าเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ สวยมาก แต่ตอนกลางวันอย่าได้พูดถึง ร้อนระบม!

หลัง - พระอาทิตย์จ๋า I love you!!! วันไหนมีแดดจะลั้นลามาก เพราะถ้าไม่มีมันจะหนาว พระอาทิตย์ตกน่ะเหรอ หน้าหนาวอย่าได้มาถามถึงเลย พระอาทิตย์ขึ้นรึเปล่ายังไม่แน่ใจ 55+ ส่วนหน้าร้อนก็ไม่รู้จักตกซะที สี่ทุ่มแล้วยังสว่าง หาความพอดีมิได้ --"

วันนี้เมฆครึ้ม...

ก่อน - ดีจัง ไม่มีแดด เดี๋ยวฝนก็ตก อากาศก็จะเย็นสบาย ลั้นลา...

หลัง - ไม่นะ วันนี้ไม่มีแดดหรอ แล้วถ้าฝนตก ก็หนาวแย่น่ะสิ ม่ายยยยย

หิมะ

ก่อน - ถ้าหนาวมากๆ หิมะต้องตกแน่ๆ

หลัง - บางทีหนาวมากๆ หิมะก็ไม่ตก --" เหมือนมันต้องได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ ซัก 0 ถึง -1 องศานี่จะกำลังดี จะได้หิมะปุยใหญ่ ตกเยอะ อุณหภูมิต่ำกว่านั้นหิมะจะเป็นเกล็ดเล็กๆ ไม่ตกเยอะมาก หรือไม่งั้นก็ไม่ตกเลย --" (เป็นอะไรที่เซ็งมาก หนาวติดลบแต่ไม่มีหิมะเนี่ย จะหนาวไปทำไมคะ ไม่มีอะไรให้ลั้นลาเลยเนี่ย --")

วันอาทิตย์

ก่อน - วันหยุด วันช็อป

หลัง - วันที่แสนจะน่าเบื่อ ร้านค้าอะไรก็ปิดเกือบหมด เปิดแค่วันอาทิตย์แรกของเดือนเท่านั้น (นัยว่าจะได้ไม่เปลืองตังค์ ช็อปได้เดือนละครั้งเท่านั้น) ออกไปเดินเล่นชมสวน ชมพิพิธภัณฑ์ดีกว่า

วันนี้อุณหภูมิ 22 องศา...

ก่อน - เสื้อคลุม ผ้าพันคอ โอ๊ะ หน้าหนาวแล้ว ต้องทาโลชั่นก่อนออกจากบ้านด้วย เดี๋ยวผิวแห้งหมด

หลัง - สายเดี่ยว แว่นกันแดด โอ๊ะ หน้าร้อนแล้ว ต้องทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านด้วย เดี๋ยวผิวไหม้หมด

ผู้ชายฝรั่ง

ก่อน - อย่างเราไม่ใช่สเป๊คฝรั่ง คงไม่มีใครมาสนใจหรอก

หลัง - ไม่ต้องมากันทั้งสแกนก็ได้นะคะ ขอคนดีๆ คนเดียวก็พอ

เมื่อมีผู้ชายเข้ามาจีบ เค้าพูดว่า...

ก่อน - ไปดูหนังกันมั้ยครับ

หลัง - ไปบ้านผมมั้ยครับ (เอ่อ รู้นะว่าแถวนั้นตั๋วหนังมันแพง แต่จะจีบสาวก็กรุณาลงทุนนิดนึง ไม่ใช่เอะอะก็ลากเข้าห้อง จุดประสงค์มันชัดไป 55+)

สถานภาพ

ก่อน - โสด สนิท

หลัง - โสด สนิท (เหตุผล? กรุณาย้อนกลับไปดูข้อที่แล้ว 55+)

ตอนนี้ยังคิดออกแค่นี้ล่ะค่ะ มีอะไรเพิ่มเติมจะเอามาเล่าไว้ในซีรีย์ใหม่แล้วกัน 55+ ใครที่เพิ่งเข้ามาอ่าน อยากรู้ชีวิตในเดนมาร์คของสโนไวท์ว่าไปอะไรที่ไหนมาบ้าง ก็ลองดูใน SnowWhiteDiary นะคะ อย่างที่บอกว่ายังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในเดนมาร์คที่ยังไม่ได้เล่า เดี๋ยวจะเอามาเล่าในซีรี่ย์ "เรื่องที่ยังไม่ได้เล่า" ค่ะ แวะมาอ่านกันได้ทีหลังนะคะ ^^ ใครอยากถามเรื่องราวในเดนมาร์ค เรื่องออแพร์ หรือเรื่องอื่นๆ ก็ถามได้ค่ะ จะพยายามตอบให้ดีที่สุดค่ะ ^^

 

 

[Diary] Legoland

posted on 21 Jun 2010 17:50 by a-place-4-my-head in SnowWhiteDiary

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

อีกสองวันสโนไวท์ก็จะกลับเมืองไทยแล้วค่าาาาาา เวลาผ่านไปเร็วมาก วันนี้เลยขอนำเสนอทริปที่ไปกับโฮสต์เมื่อปีที่แล้ว (ดองกันข้ามปีเลยทีเดียว 55+) จำได้ว่าไปเมื่อวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนานี่ล่ะค่ะ วันนั้นฟ้าเลยแจ่ม อากาศร้อน น่าจะซัก 25 องศาได้ ทริปนี้นั่งรถไปกับโฮสต์และญาติๆ ของโฮสต์ รวมแล้วมี 11 คนแน่ะ ค่าบัตรสวนสนุกที่นี่แพงมาก แถมยังต้องนั่งรถข้ามเมืองไปถึงบิลลุนด์ (Billund) แน่นอนว่าหลับไปสองตื่นกว่าจะถึง แต่ข้อดีคือฟรีตลอดทริป 55+ 

บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า สินค้าอันเลื่องชื่อของเดนมาร์คนอกจาก Carlsberg กับ Tuborg แล้ว เรายังมี Lego!!! (ถ้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ดิฉันเองก็คงรู้จักแต่นมไทย-เดนมาร์ค --") ฟังดูเหลือเชื่อที่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้จะเป็นต้นกำเนิดของเล่นที่รู้จักกันทั่วโลก (เรื่องเบียร์ดังน่ะไม่แปลก เพราะชาวไวกิ้งน่ะดื่มกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 55+) จึงมีสวนสนุก Legoland ที่ประดับประดาด้วยตัวต่อเลโก้จำนวนมาก ดูเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่นดีค่ะ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

อย่างวงดุริยางค์ที่เห็น ก็เป็นตัวต่อเลโก้ทั้งหมด เดี๋ยวเข้าไปดูเครื่องเล่นกับตัวต่อข้างในกัน

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

นี่บัตรเข้าแบบเหมาเครื่องเล่นทั้งหมดค่ะ ปริ้นต์ออกมาจากคอมได้เลยไม่ต้องมารอคิวซื้อหน้าประตู ตอนจะเข้าก็มีเครื่องสแกนบาร์โค้ดตรงประตู เราต้องสอดกระดาษเอง ให้มันอ่านตรงบาร์โค้ด แล้วก็เดินเข้ามาอย่างชิลล์ๆ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

คณะเราเช่ารถเข็นมาช่วยเข็นกระเป๋าหนึ่งคันเพราะเราเตรียมของกินกันมาด้วยเลยหนักหน่อย แต่เอามาเข็นได้ไม่นาน เด็กๆ ก็เอาไปนั่งเล่นเข็นกันเองซะงั้น 55+

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เราสนใจตัวต่อเลโก้พวกนี้มากกว่าเครื่องเล่นซะอีก ก็ไม่เคยเห็นเขาต่อกันเป็นตัวใหญ่ๆ อย่างนี้นี่นา ท่าทางจะต้องต่อกันหลายคนและใช้เวลาไม่น้อยเลย

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ร้านขายของเลโก้ ตรงคำว่า SHOP กับพวกหุ่นนั่นเป็นตัวต่อทั้งหมด แถมยังขยับได้ด้วย

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

นาฬิกาก็เป็นตัวต่อ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

โซนนี้เป็นเมืองจำลอง น่ารักมาก แต่เราไม่ได้เข้าไปถ่ายรูปเพราะเค้าสนใจจะเล่นกันมากกว่า เสียดายจัง

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

อย่างแรกที่เด็กๆ เล่นกันคือล่องเรือรอบโลกค่ะ แต่ละชิ้นเป็นตัวเลโก้ทั้งนั้น สวยและอลังการมาก

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

 

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

 

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ผ่านเมืองไทยด้วย (ยิ้มหน้าบานสุดๆ ) ดีใจจัง

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

รถไฟชมรอบๆ เลโก้แลนด์ อันนี้พวกเราไม่ได้นั่ง

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ล่องเรือเสร็จเด็กๆ ก็จะเล่นกบกระโดดกัน แต่ละเครื่องเล่นจะมีป้ายบอกเวลาในการรอ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

และแท่งวัดความสูง ต้องอยู่ในระดับสีเขียวถึงจะเล่นได้ สีแดงห้ามเล่น ส่วนสีเหลืองเล่นได้ถ้ามีผู้ใหญ่ไปเล่นด้วย

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

แล้วเด็กๆ ก็ไปเล่นกัน เด็กเราหาได้กลัวความสูงไม่ (ไม่เหมือนเราเลย --")

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

นี่น่าจะเป็นตัวต่อที่ใหญที่สุดในเลโก้แลนด์แห่งนี้แล้วล่ะ ใหญ่มากๆ (ลองเทียบกับตัวคนข้างล่างดูค่ะ) ยืนมองด้วยความทึ่งอยู่นานเลย ขอคารวะคนต่อด้วยใจ อึดมากๆ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เดินมาแป๊บๆ ก็ถึงอเมริกาซะแล้ว 55+ โซนนี้เป็นโซนเวสเทิร์นค่ะ เหมือนอยู่ในฉากหนังคาวบอย มีของกินและเครื่องดื่มขายด้วย พวกเราเลยแวะซื้อไอติมกินกัน

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

มีซุ้มกองไฟให้ย่างขนมปัง (Snobrød) ด้วย ร้อนๆ อย่างนี้ยังมีอารมณ์ย่างขนมปังร้อนๆ กินกันอีก ไม่เข้าใจฝรั่งเลยจริงๆ --"

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เรือแคนู รอตั้ง 35 นาทีแน่ะ พวกเราเลยแวะกินอะไรกันก่อนเล่น

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ระหว่างนั้นก็ฟังเพลงไปพลางๆ ก่อน

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ส่วนเราก็หาถ่ายรูป 55+ ตัวต่อประธานาธิบดีทั้งสี่นี่ก็อลังการมิใช่น้อย

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

แล้วเด็กๆ ก็มาเล่นเรือโจรสลัดกัน ไม่มีอะไรมากแค่ยิงปืนฉีดน้ำใส่กันให้เปียกเล่น 55+ หัวกะโหลกที่เห็นนั่นก็เป็นเลโก้นะ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

โซนโจรสลัดมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือถึงเราจะไม่ได้เข้าไปเ่ล่นข้างใน ก็ยังสามารถแกล้งคนเล่นได้ด้วยการปั่นน้ำให้มันฉีดเข้าไปใส่คนบนเรือ สาแก่ใจยิ่งนัก แต่ก็ต้องระวังเปียกด้วย 55+

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

อันนี้พวกเราไม่ได้เล่น ส่วนตัวเราเองแค่เห็นก็เสียวแล้ว 55+

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

สวนน้ำ ให้เด็กๆ เข้าไปเล่นน้ำกัน

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ทีเด็ดคือถังน้ำใหญ่นั่น เด็กๆ จะไปยืนรออยู่ใต้ถัง รอให้น้ำถูกเติมจนเต็มถัง

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

แล้วถังก็จะพลิกคว่ำ เทน้ำลงมาโครมใหญ่ สาแก่ใจเด็กๆ เค้าล่ะ 55+

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เครื่องเล่นประเภทนี้ไม่ต้องมาชวนเราเล่นเลยนะ ขอร้อง

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

แถวนี้มีการดักปล้นกันบนสะพานด้วย อันตรายจริงๆ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ลูกสนข้างทาง เหลือบไปเห็นแล้วก็อดถ่ายรูปไม่ได้ น่ารักดีเนอะ ^^

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เรือไวกิ้งลำเล็กๆ ไม่น่าหวาดเสียวเท่าไหร่

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เครื่องเล่นนี้หมุนวน ขึ้นๆ ลงๆ เล็กน้อย 

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

นี่ก็รอคิวนาน ครอบครัวเราก็เล่นกันค่ะ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

 

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

อันนี้ร่อนทองค่ะ ทองคือก้อนหินสีทองๆ ที่ปนกับทรายในน้ำ ใครหาได้พอสมควรแล้วก็เอาไปแลกเหรียญทองมาคล้องคอ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ท้องฟ้าใสๆ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

แล้วเราก็ล่องเรือลอดถ้ำกัน

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

จระเข้ขยับเข้าออกคอยงับคนนี้อยู่

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เพราะกัปตันคอยหย่อนลงไปอย่างนี้นี่เอง

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ดูจระเข้กันชัดๆ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ส่วนคนนี้ถูกล่ามไว้กับเหล่าสัตว์

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เข้าถ้ำแล้วถ่ายรูปไม่ชัดเลย ชอบเรือไวกิ้งลำนี้จัง อลังการดีค่ะ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

สมบัติในถ้ำค่ะ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ชีวิตชาวไวกิ้งในถ้ำค่ะ

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

 

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

ตาคนนี้มาอาบน้ำไป ร้องเพลงไป

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

 

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เกมนี้เล่นทั้งครอบครัวค่ะ ช่วยกันโยกให้รถเคลื่อนไปถึงบ้าน เสร็จแล้วต้องสูบน้ำให้ดับไฟที่กำลังไหม้บ้าน ภายในเวลาที่กำหนด

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

หุ่นยนต์เลโก้ สวยดี

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

เห็นแม่มดดูอะไรในบ่อ เลยดูมั่ง 55+ ข้างในบ่อเป็นแมงมุมยักษ์โดนขังไว้

แล้วพวกเราก็นั่งรถกลับกันเป็นชั่วโมง เด็กๆ เหนื่อยแต่ก็สนุกกันค่ะ

ปล. เอนทรี่นี้เขียนสองประเทศเลย ตอนนี้สโนไวท์กลับมาเมืองไทยแล้วค่ะ แต่ยังมีเรื่องของเดนมาร์คที่ยังไม่ได้เล่าอีกเยอะ เดี๋ยวจะค่อยๆ ทยอยลงนะคะ ^^